สวดมนต์เสริมพลังจิต

วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Kaki ช่วยลดความดันโลหิตสูงได้



Kaki เป็นผลไม้มีลักษณะเหมือนมะเขือเทศเนื้อ มีต้นกำเนิดในเอเซีย  ตั้งแต่ศัตวรรษที่ 10  มาแล้ว  ผลไม้ชนิดนี้มีลักษณะผลเล็ก ๆ  ปลูกมากในรัฐแคลิฟอร์เนีย, ออสเตรเลีย, อินเดีย....ในประเทศอิสราเอลก็ปลูก Kaki ได้เช่นเดียวกับจีนและญี่ปุ่น...... Kaki ของอิสราเอลมีชื่อว่า "Scharon-Kaki"  มีรสหวานมากแต่ไม่มีเมล็ด....ชาวญี่ปุ่นและชาวจีนใช้  Kaki บวงสรวงเทพเจ้า  เพราะเป็นผลไม้ที่มีความหมายว่า "เทพเจ้าแห่งไฟ"  ส่วนแทบยุโรปเรียก Kaki  ว่า "Chinesische Quitte" หรือ "Chinesische Dattelpflaume"  หรือ "Japanische  Aprikose"

 Kaki  เป็นต้นไม้ยืนต้น  มีลำต้นสูงถึง ๑๒ เมตร  มีผลสีส้มปนแดง  จะสุกในฤดูใบไม้ร่วง  เมื่อใบร่วงหมดทั้งต้น ก็จะเห็นผล Kaki ห้อยเต็มต้น ซึ่งแสดงว่าถึงเวลาที่เก็บผลได้แล้ว

Kaki  มีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก เพราะมีวิตามินและสารอาหารหลายชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย  เช่น

-   Provitamin A   (Beta-Karotin)
-  Vitamin C
-   Kalium  (ช่วยปรับระดับน้ำในร่างกายและช่วยในการย่อยอาหาร)
-   Kalzium   (สำคัญสำหรับกระดูกและฟัน)
-   Magnesium  (ช่วยเกี่ยวกับระบบประสาทและกล้ามเนื้อ)

นอกจากนั้น Kaki  ยังช่วยให้เส้นเลือดยืดหยุ่นดีขึ้นและยังสามารถช่วยลดความดันโลหิตสูงได้ด้วย


หนังสืออ้างอิง.. Praktisches Kursbuch gesunde .ERMàHRUNG  โดย  Claudia Tebel-nagy                                                
                                                   
                                                   
                                                        .................................................

วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2555

กระหล่ำดอกช่วยลดน้ำหนักได้


กระหล่ำดอกมีต้นกำเนิดในเอเซีย  ชาวออสเตรียรู้จักกระหล่ำดอกในนามของ "Karfiol"  ชาวอิตาเลี่ยนเรียกกระหล่ำดอกว่า "Cavolfiore"  กระหล่ำดอกมีหลายชนิด  เป็นผักที่มีใบสีเขียวห่อหุ้ม ที่มีชื่อมากและรสชาดอร่อยคือ "กระหล่ำโดม"  (Türmchen-Blumenkohl).....กระหล่ำบางชนิดมีสีม่วงอ่อน ๆ  ปลูกกันมากใน Sizilien ประเทศอิตาลี

 ปัจจุบันนี้ในประเทศแถบยุโรปหลายประเทศ สามารถปลูกกระหล่ำดอกได้  ตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิ จนถึงฤดูใบไม้ร่วง  ส่วนฤดูหนาวก็จะมีผักจากประเทศฮอลแลนด์และเบลเยี่ยม ส่งไปขายทั่วยุโรป  เพราะว่าเป็นแหล่งที่มีการปลูกในสถานที่เพาะปลูกโดยเฉพาะ

กระหล่ำดอกมีแคลลอรี่น้อย จึงใช้รับประทานเพื่อลดน้ำหนักได้  นักชิมอาหารชาวเยอรมัน ชื่อ Karl Friedrich von Rumohr ได้เขียนว่า เมื่อก่อนประมาณ ๑๕๐ ปีมาแล้ว  กระหล่ำดอกทำให้เซลล์ผิวหนังแข็งแรงกระชับขึ้น  นอกจากนั้นยังย่อยง่ายด้วย  ทำให้อิ่มเร็วเพราะมีคุณค่าทางสารอาหารมาก.....กระหล่ำดอกเป็นผักที่มีวิตามิน กรุ๊ป B เป็นจำนวนมาก

นักวิชาการด้านโภชนาการ ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับกระหล่ำดอก  พบว่าผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิต หลังจากรับประทานอาหารที่ประกอบด้วยกระหล่ำดอกแล้ว สุขภาพจิตดีขึ้น  เพราะว่า Pantothensäure ที่มีในผักกระหล่ำดอก  จะช่วยในการย่อยอาหาร  ทำให้มีการขับระบายลมออกมา

นอกจากนั้นผักกระหล่ำดอกยังช่วยในการรักษาแผลด้วย  และยังช่วยป้องกันการติดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ด้วย เช่น โรคลำไส้  โรคเยื้อผิวหนังอักเสบ.....ผักกระหล่ำดอกมีวิตามิน ซี เป็นจำนวนมาก ช่วยเสริมสร้างให้ภูมิคุ้มกันโรคแข็งแรงดีกว่าเดิม.....ผู้ที่รับประทานผักกระหล่ำดอกเป็นประจำ สามารถป้องกันโรคมะเร็งในกระเพาะ  โรคมะเร็งลำไส้  โรคมะเร็งเต้านม  โรคผิวหนังและผมร่วงได้

กระหล่ำดอกมีลักษณะแตกต่างกัน  กระหล่ำดอกในประเทศเยอรมัน, ออสเตรียและสวิตเซอร์แลนด์ มีลักษณะสีขาวเหมือนหิมะ  เป็นที่นิยมมากที่สุด....ส่วนกระหล่ำดอกสีเหลืองปนขาวนั้นไม่ใช่แสดงถึงความเก่าแก่  แต่เป็นกระหล่ำดอกอีกชนิดหนึ่ง  ซึ่งมี  Beta-Karotin มากกว่ากระหล่ำดอกสีขาว

กระหล่ำดอกเป็นผักที่ไม่ชอบแสงแดดหรือแสงสว่าง  ดังนั้นเวลานำไปขาย จึงต้องเอาใบออกไม่หมด  ถ้าถูกแสงสว่างไม่นานนัก ก็จะกลายเป็นสีเหลือง หรือสีน้ำตาลอ่อน ๆ   ถ้าเป็นกระหล่ำดอกสีม่วงก็จะมีสีไม่เสมอกัน มีม่วงแก่บ้างม่วงอ่อนบ้าง  ถ้าเป็นรอยช้ำ ก็จะเป็นสีดำ....

.การสังเกตุว่ากระหล่ำดอกสดหรือไม่นั้น ให้ดูที่ความขาวสดของดอกและใบกรอบ  หรือไม่ก็ใช้วิธีดมกลิ่น  กระหล่ำดอกเป็นผักที่เก็บไว้ได้ไม่กี่วัน  ถ้าจะให้ดีควรล้างน้ำให้สะอาด  หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วแบ่งใส่ถุงพลาสติก เก็บเข้าตู้แช่แข็งทันที


หนังสืออ้างอิง. .Ernährung, Gesund, fit und schön mit den Gaben der Natur
                          Claudia Tebel-Nagy
                                                             
                                                                ......................................

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555

ฟักทอง



ฟักทองเป็นผักชนิดหนึ่ง เป็นพืชในตระกูลไม้เลื้อย  ฟักทองมีชื่อเสียงในด้านขับล้างท่อปัสสาวะ  ข้อเสียของฟักทองก็คือ ถ้ากินเนื้อฟักทองและเมล็ดฟักทองเป็นประจำ  จะทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับไตได้  เพราะเหตุว่าฟักทองขับน้ำออกจากร่างกายมาก  จึงทำให้ไตทำงานหนักกว่าปรกติ  แต่ฟักทองก็มีประโยชน์ต่อร่างกายมากทีเดียว


ในเนื้อฟักทองมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย  เช่น Beta-Karotin, Vitamin A,C และ E  นอกจากนั้นฟักทองยังมีสารอาหารที่ทำให้อิ่มและมีสารชนิดหนึ่ง ที่ช่วยป้องกันโรคเกี่ยวกับหัวใจและระบบไหลเวียนของโลหิต  นอกจากนั้นฟังทองยังเป็นเสมือนยาประจำบ้านด้วย คือ สามารถป้องกันโรคพยาธิได้

ฟักทองส่วนมากจะมีขายตามตลาดเฉพาะแห่ง  โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ล่วง  จะมีฟังทองขายทั่วไป  สำหรับเมล็ดฟักทองส่วนใหญ่จะมีขายตามร้าน Reformhaus  ส่วนน้ำมันฟักทองที่มีชื่อเป็นพิเศษ มีขายในประเทศออสเตรียและรัสเซีย

ฟักทองใช้ทำอาหารคาว  เช่น  แกง  ซุป  ผัด  ส่วนของหวาน  เช่น  ฟักทองเชื่่อม  ฟักทองบวด  ฟักทองนึ่ง  ฟักทองกวน

ฟักทองสามารถเก็บไว้กินนาเป็นปีได้  โดยเก็บไว้ในห้องใต้ดินที่มืดและมีอุณภูมิ  10 องศาเซลเซียส


หนังสืออ้างอิง...Praktisches Kursbuch gesunde Ernährung
                          Claudia Tebel-Nagy
                                                  .....................................................

วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Vitamin B12 (Kobalamin)



วิตามินบี 12  มีความสำคัญมากสำหรับการสร้างเม็ดเลือดแดง, การเจริญเติบโตของร่างกาย,ช่วยระบบประสาทให้ทำงานดีและยังช่วยในการสร้างเซลล์ใหม่ด้วย.....วิตามินบี 12 เป็นวิตามินที่ละลายน้ำ

- อวัยวะส่วนที่รับวิตามินบี 12 ได้ดี คือ  ตับ ลำไส้และเยื้อในกระเพาะอาหาร
- แอลกอฮอล์,  ยาถ่ายและยาคุมกำเนิด ทำให้การดูดซึมวิตามินบี 12 จำกัดขึ้น

 ผลจากการขาดวิตามินบี 12

- เป็นโรคโลหิตจาง
- ระบบประสาททำงานผิดปกติ  ส่วนมากจะเป็นในวัยสูงอายุ

วิตามินบี 12  มีในพวกพืชผักต่าง ๆ ที่ปลอดเชื้อแบคทีเรีย  นอกจากนั้นยังมีในเนื้อสัตว์  ผลิตภัณฑ์จากนม  ไข่ และปลา

ร่างกายต้องการวิตามินบี 12 ในวันหนึ่ง ๆ  ประมาณ 3-4 Mikrogramm.

                                                         
                                                         ...........................................

วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Vitamin B7



วิตามิน B7 (Biotin).....เป็นวิตามินที่รู้จักกันในนามว่า "วิตามินผิวหนัง"  นอกจากจะเป็นวิตามินที่ช่วยให้ผิวมีความแข็งแรงทนทานแล้ว ยังช่วยสร้างผมและเล็บให้มีความทนทานขึ้นด้วย...วิตามินบี 7 มีความสำคัญต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ ช่วยให้การทำงานของตับมีประสิทธิภาพ และยังช่วยป้องกันอวัยวะภายในที่ผิดปรกติ  อันเกิดจากความเครียดเป็นสาเหตุ

Biotin..... เป็นวิตามินที่ร่างกายสามารถผลิตเองได้ส่วนหนึ่ง  คนส่วนใหญ่มักจะขาดวิตามินชนิดนี้  แต่ในที่นี้ ก็มิได้หมายถึงว่า  จะต้องให้บริโภคไข่ต้ม ที่ใช้เวลาต้มเพียง ๔ นาที เพื่อที่จะได้ Biotin ให้เพียงพอแก่ร่างกาย  แต่กลับตรงข้าม.....Biotinจะถูกทำลายด้วยสารชนิดหนึ่ง ชื่อ Avidin นอกจากนั้นยังมียาประเภทถ่ายท้องหรือยาปฏิชีวนะ ซึ่งสามารถทำลาย Biotin ได้ ทำให้ร่างกายขาดวิตามินบี 7 ได้

ลักษณะอาการขาดวิตามินบี 7 ปรากฏดังนี้

๑. ผมร่วงบ่อย ๆ
๒. เล็บหักง่ายเป็นประจำ
๓. มีอาการเบื่ออาหาร
๔. เป็นโรคเกี่ยวกับผิวหนัง
๕. โลหิตจาง
๖. อ่อนเพลียบ่อย ๆ
๗. ไม่มีสมรรถภาพในการทำงาน
๘. กล้ามเนื้ออ่อนแอ

Biotin มีมากในสิ่งบริโภคต่อไปนี้

กล้วยทุกชนิด, ข้าวทุกชนิด, ผักขม. ถั่วฝักยาวและถั่วอื่น ๆ ทุกชนิด,ลูกท้อ, ถั่วลิสง,ข้าวโอ๊ตแห้ง,ช๊อคโกแลต, ยีส, อาหารทะเล, ไข่แดง, กระหล่ำดอก, ถัวงอก, Sanddorn

ร่างกายต้องการ Vitamin B7 วันละ ๓๐-๑๐๐ มิโครกรัม

หนังสืออ้างอิง....Praktisches Kursbuch gesunde ernährung  (Claudia Tebel-Nagy)

                          
                                           .......................................

วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Vitamin B6 (Pyridoxine)

วิตามินบี6  เป็นวิตามินที่มีความสำคัญสำหรับช่วยในการเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรด, การสร้างเซลล์โลหิต, การสร้างภูมิต้านทานโรค, ช่วยให้ระบบประสาทแข็งแรง,ช่วยทำให้้หลับได้ดี และบรรเทาด้านสุขภาพจิตด้วย

วิตามินบี6  เป็นศูนย์กลางที่ีสำคัญแห่งหนึ่งสำหรับการเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรด  ความต้องการคาร์โบไฮเดรดของร่างกายขึ้นอยู่ที่ปริมาณของอาหารที่บริโภค  ถ้ารับประทานอาหารที่มีโปรตีนมาก ๆ  ย่อมมีความต้องการวิตามินบี6 มากเพิ่มขึ้น....ด้วยเหตุว่าวิตามินนี้ จะถูกทำลายง่ายด้วยความร้อน และเป็นวิตามินที่มีปฏิกิริยาไวต่อแสง เพราะฉะนั้นผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์ปริมาณมาก ๆ มักจะเป็นพวกขาดวิตามินบี6 โดยไม่รู้ตัวด้วย

อาการภายนอกปรากฏสำหรับผู้ขาดวิตามินบี6.....อารมณ์หงุดหงิดโกรธง่าย, โลหิตจาง,สมาธิสั้น, ติดเชื้อโรคง่าย, มักมีปัญหาเกี่ยวกับโรคผิวหนังหาสาเหตุไม่พบ

สำหรับผู้หญิงมีครรภ์และผู้หญิงที่อยู่ระหว่างให้นมลูกด้วยตนเอง ควรรับประทานวิตามินบี6 เป็นการเสริมเพื่อสุขภาพให้แข็งแรงดี

Vitamin B6 พบมากในอาหารต่อไปนี้.....ข้าวอนามัย มันฝรั่ง ถั่วและงาทุกชนิด ปลา Avocados กล้วยทุกชนิด ผักสลัดและผักพวกกระหล่ำทุกชนิด

ผู้ร้ายปล้นวิตามินบี6 ตัวสำคัญมากก็คือ ยาคุมกำเนิด ยาปฏิชีวนะ กาแฟ  Nikotin และ Alkohol

ร่างกายคนปกติทั่วไป ในแต่ละวันมีความต้องการวิตามินบี6  1,6 - 2,1 Milligramm 
สำหรับผู้หญิงมีครรภ์ ต้องการวิตามินบี6 2,6 Milligramm ต่อ1วัน


                                       
                                        .......................................

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิตามิน B5 (Pantothenic Acid)

Vitamin B5 (Pantothenic Acid) เป็นวิตามินที่มีความสำคัญต่อร่างกายมาก เพราะเป็นตัวสำคัญของการสร้างภูมิ  เป็นตัวสำคัญในการเปลี่ยนไขมันที่ถูกสะสมไว้ในร่างกาย ให้เป็นน้ำตาลเพื่อสร้างพลังงานและความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย  เป็นวิตามินที่ช่วยในการสร้างเซลล์ใหม่แก่ร่างกาย สร้างความเจริญเติบโตและบำรุงระบบประสาท  จึงได้รับฉายานามว่า "Antistress Vitamin"   วิตามินบี 5 ยังช่วยให้ผมและผิวแข็งแรงด้วย  นอกจากนั้นช่วยให้สมองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

Pantothenic Acid  มีอยู่ในอาหารแทบทุกชนิด  มีคนส่วนน้อยที่ขาดวิตามินชนิดนี้  ผู้ที่ขาดวิตามินบี 5 จะมีอาการเครียด มีปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง สมาธิสั้น หรือมีอาการปวดตามข้อ

Vitamin B5  จะพบได้ในพวกเมล็ดพืชและข้าวทุกชนิด กระหล่ำดอก, Brokkoli, เห็ด, Rosenkohl,เนยแข็ง, ปลาและเครื่องในสัตว์

วิตามินบี 5  มีความทนต่อความร้อน....ร่างกายมีความต้องการวิตามิน B5 วันละประมาณ 6 มิลลิกรัม

ผู้ืี่ขาดวิตามินบี 5 ที่เห็นได้ชัดคือ ปวดศรีษะบ่อย ๆ และไม่กระฉับกระเฉง

                          
          บทความนี้ แปลจากหนังสือPraktisches Kursbuch gesunde ernährung ของ             
                                                      Claudia Tebel-Nagy

                                                    ...............................

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

วิตามินบี 3 (Vitamin B3)

วิตามินบี 3 คือ Niacin

ประโยชน์ของวิตามินบี 3....วิตามินนี้ร่างกายต้องการเพื่อช่วยในการย่อยอาหาร....ช่วยทำให้ผิวหนังแข็งแรง....ช่วยทำให้ระบบประสาทดีและช่วยในการควบคุมไขมันในเส้นเลือด

ผู้ที่ขาดวิตามินบี 3....ผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศอุตาหกรรมส่วนมากจะขาดวิตามินบี 3....ผู้หญิงมีครรภ์ ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอร์เป็นประจำและผู้ที่กินยาคุ้มกำเนิดหรือผู้ืี่กินของหวานจัดเป็นประจำ ควรบริโภคอาหารที่มีวิตามินบี 3 เพิ่มมากกว่าปรกติ

อาการของผู้ขาดวิตามินบี 3....จะมีอาการอ่อนเพลียง่าย  มีปัญหาเกี่ยวกับผิวหนังเป็นผื่นแดง ตกสะเก็ด เยื้อเนื้ออักเสบ อารมณ์แปรปรวน จิตใจหดหู่ ตกใจง่าย

อาหารที่มีวิตามินบี 3 มาก ได้แก่....ปลา, เครื่่องในสัตว์, ข้าวอนามัย, นมและผลิตภัณฑ์จากนม,เห็ด, ไข่, ถั่ว

วิตามินบี 3 ทนต่อความร้อนและทนต่อแสง

ควรบริโภคอาหารให้ได้วิตามินบี 3 วันละอย่างน้อย 15 - 20 มิลลิกรัม

บทความนี้แปลจากหนังสือ "Praktisches Kursbuch gesunde Ernährung"
เขียนโดย Claudia Tebel-Nagy


                                                 ................................

วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555

วิตามินต่าง ๆ



วิตามินบี 2 (Riboflavin)

วิตามินนี้มีความจำเป็นมากต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย ทำให้ผิวพรรณและการทำงานของสายตา ทำให้การเห็นสมบูรณ์....จำเป็นต่อเอนไซม์ และกระบวนการเมตาบอลิสของสารอาหารต่าง ๆ ในร่างกาย ช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อ....ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดเส้นเลือดแข็งตัวได้

Vitamin B2
ได้ฉายานามว่า "วิตามินนักกีฬา" เพราะทำหน้าที่ขจัดไขมันชนิดอิ่มตัวในเส้นเลือด นอกจากนั้นยังช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับตาอักเสบด้วย

ผลจากการขาดวิตามินบี 2  

ผู้ที่ขาดวิตามินนี้ จะมีอาการกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง มีปัญหาเกี่ยวกับสายตา หรือแสบตามากเมื่อกระทบแสงไฟ,ไม่มีสมาธิ, มุมฝีปากฉีกเล็ก ๆ และเป็นตาแดงบ่อย ๆ  มีปัญหาเกี่ยวกับผิวหนังแห้งลอก.....ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอร์,สูบบุหรี่ และผู้กินยาคุมกำเนิด ควรบริโภคอาหารทีวิตามิน B2 มากกว่าปรกติ

แหล่งของวิตามินบี 2
วิตามินบี 2 มีมากในผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมทุกชนิด ข้าว ปลา ถั่วเหลือง ผักขม กระหล่ำสีเขียว ถั่วทุกชนิด แครอท ถั่วลันเตา เห็ดและไข่

วิตามินชนิดนี้ทนต่อความร้อนและมีปฏิกิริยาไวต่อแสงมาก....ควรบริโภควันละ 1.5 ถึง 2.3 มิลลิกรัม


หนังสืออ้างอิง......Praktisches Kursbuch gesund ERNàHRUNG
                               Claudia Tebel-Nagy
                                               

                                                                ..........................

วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2555

กลุ่มวิตามินบี (Vitamin B)



กลุ่มวิตามินบี  มีความจำเป็นมากต่อเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ จะถูกเก็บไว้ในร่างกายได้ไม่มาก ดังนั้นจึงควรบริโภคอาหารที่มีวิตามินบีอย่างสม่ำเสมอ  ถ้าบริโภควิตามินบีมากเกินไป วิตามินนี้ก็จะถูกขับออกจากร่างกาย โดยผ่านทางไต วิตามินบีมีหลายชนิด แบ่งแยกเป็นชนิดต่าง ๆได้ดังนี้

วิตามินบี 1 (Vitamin B1)  เป็นวิตามินที่มีความจำเป็นต่อร่างกายและจิตของมนุษย์มาก วิตามินบี 1 ช่วยให้ระบบประสาททำงานดีขึ้น จึงได้รับฉายาว่า "วิตามินอารมณ์ดี"  นอกจากนั้นวิตามินบียังมีความเก่งหลายแบบสำหรับช่วยในการทำงานของหัวใจ และยังช่วยขจัดความเครียด วิตามินบี 1 ทำหน้าที่สำคัญในขบวนการย่อยอาหารด้วย

การบริโภคอาหารที่มีวิตามินบี 1  ผู้ที่ใช้แรงงานมาก ทำงานหนัก, นักกีฬา, คนไข้และคนดื่มแอลกอฮอร์เป็นประจำ ควรบริโภคอาหารที่มีวิตามินบี 1 มากกว่าคนปรกติทั่วไป

ผลของการขาดวิตามินบี 1  ผู้ที่ขาดวิตามินชนิดนี้ จะมีอาการเบื่ออาหาร หงุดหงิดโกรธง่าย เป็นโรคนอนไม่หลับ ถ้าขาดวิตามินบี 1 มาก จะทำให้เป็นโรคเส้นประสาทอักเสบ และกล้ามเนื้อหัวใจผิดปรกติได้ นอกจากนั้นยังเป็นโรคเครียดด้วย

อาหารที่มีวิตามินบี 1 มาก ได้แก่ ข้าวทุกชนิด โดยเฉพาะข้าวโอ๊ต (Oats), มันฝรั่ง, ถั่วทุกชนิด, ตับหมูและเนื้อหมู

วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

วิตามมินต่าง ๆ (Vitamine)





วิตามิน (Vitamine).... เป็นธาตุที่มีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์มาก  วิตามินมีหลายชนิด วิตามินที่ร่างกายไม่สามารถผลิตเองได้ก็มี วิตามินเป็นพลังงานสำหรับร่างกาย วิตามินเปรียบเสมือนวัสดุก่อสร้างของร่างกาย ตัวอย่าง เช่น โปรตีน, ไขมัน เกลือแร่และธาตุสารอาหารต่าง ๆ  เมื่อเรารับประทานอาหารเข้า อาหารก็จะถูกแปรสภาพเป็นโลหิตเพื่อไปบำรุงเลี้ยงอวัยวะส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย

วิตามินเอ (Retino).... แท้ ๆ มีในอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ทุกชนิด  นอกจากนั้นมีในสารอาหารจากผักชนิดต่าง ๆ ที่เรียกว่า Provitamine ซึ่งสารอาหารจากผักและผลไม้จะถูกเปลี่ยนแปรสภาพให้เป็นวิตามินเอก่อน...วิตามินเอมีผลข้างเคียงซึ่งเป็นพิษต่อร่างกายมาก  จึงควรรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของ Karotinoide และพวกที่มีธาตุ Beta-Karotine ผสมด้วย ซึ่งมีในผักและผลไม้ที่มีสีเหลือง เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรรับประทานวิตามินเอเพียงอย่างเดียว.... 

วิตามินเอ.... (Vitamin A) มีความสำคัญมากสำหรับการเจริญเติบโตของกระดูกและระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนั้นยังทำหน้าที่ป้องกันเยื้อผิวหนังอ่อน เช่น ลำไส้ กระเพาะและตา วิตามินเอยังมีความสำคัญต่อการสร้างฮอร์โมนเพศด้วย ร่างกายต้องการวิตามินเอสำหรับสมรรถภาพทางเพศสัมพันธ์และเพื่อการเจริญเติบโตของไข่.... วิตามินเอยังมีความสำคัญในการต่อต้านโรคมะเร็งด้วย และยังใช้รักษาโรคหัวใจล้มเหลวได้ด้วย .....ถ้าขาดวิตามินเอ จะทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับสายตาและจะมองแสงในเวลากลางคืนไม่ค่อยได้ หรือที่ฝรั่งเรียกว่า "บอดกลางคืน" นอกจากนั้นยังเป็นโรคผิวแห้ง, ผมแตกปลายและเล็บฉีกหรือหักง่าย...ผู้ใดขาดวิตามินเอจะเป็นผู้ที่เจ็บป่วยบ่อย....

วิตามินเอ.... เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำมัน  ดังนั้นจึงต้องอาศัยน้ำมันช่วยละลายด้วยทุกครั้งที่บริโภค ก็เหมือนกับวิตามินอื่น ๆ ที่ละลายในน้ำมันก่อน ร่างกายส่วนต่าง ๆ จึงจะสามารถเก็บวิตามินไว้ได้...การรับประทานวิตามินสำเร็จนั้น ควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะเหตุว่าถ้ารับประทานมากเกินกำหนดอาจทำให้เกิดการเจ็บป่วย และที่ร้ายแรงคือทำให้เป็นอันตรายต่อมดลูกได้....ผู้ที่มีความต้องการวิตามินเอมากกว่าปรกติ ได้แก่  คนมีครรภ์, ผู้สูงอายุ, คนเป็นโรคเบาหวานและคนที่ทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

วิตามินเอ....หรือ Provitamine มีมากในพืชผักและผลไม้ต่าง  ๆ เช่น แครอท ผักขม กระหล่ำสีเขียว Hagebutten, Aprikosen,มะละกอ,แตงไทสีเหลือง, สมุนไพร, เนยและนมสด รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากนมไข่แดงและเครื่องในสัตว์ต่าง ๆ ด้วย

หนังสืออ้างอิง- หนังสือTiptopf (Interkantonales Lehrmittel) และหนังสือ Gesundheit und Ernährung (Claudia Tebel-Nagy)        

วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

สตรอเบอร์รี่ (Strawberry)


สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านทุกท่าน

ช่วงนี้ก็เป็นฤดูใบไม้ผลิตอนปลาย ๆ  ก็จะมีฝนตกบ่อยมาก  จึงทำให้ต้นไม้ต้นหญ้า พืชพันธ์ต่าง ๆ เริ่มผลิใบ ออกดอกออกผลตามฤดูกาล ผลไม้ที่อร่อย ๆ ที่สุดในช่วงนี้ ก็คงจะไม่มีใครเก่งเกินกว่าเจ้า "Strawberry"  และตอนนี้ก็เริ่มมีจำหน่ายตามซุปเปอร์มาร์กทั่วไป บางแห่งปลูกขายตามทุ่งนา ใครชอบรับประทานสตรอเบอร์รี่สด ๆ ก็ต้องไปเก็บเองตามทุ่งนา ซึ่งมีขายทั่วไปเช่นกัน....ท่านชอบรับประทานสตรอเบอร์รี่มั้ยคะ ถึงจะชอบหรือไม่ชอบ ก็ลองอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับสตรอเบอร์รี่ดูนะคะ เพื่อจะได้รู้จักประโยชน์และคุณค่าของผลไม้ชนิดนี้มากขึ้น

สตรอเบอร์รี่ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ยุโรปกลาง เป็นผลไม้ที่มีผิวบางสีแดงอ่อน มีเมล็ดเล็ก ๆ สีเขียวปนเหลือง สตรอเบอร์รี่เป็นพืชมีอายุหลายปี ต้นขึ้นเป็นพุ่มเตี้ย ๆ ออกผลจำนวนมากในเดือนมิถุนาและกรกฏา  นอกจากนั้นยังมีสตรอเบอร์รี่ป่า มีรูปร่างลักษณะเหมือนกัน แต่ลูกเล็กกว่ากันมาก เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีรสชาดไม่แน่นอน

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพอนามัยของสหรัฐอเมริกา ได้ยกย่องสตรอเบอร์รี่ว่า เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์มากพอ ๆ กับ Heidelberry....สตรอเบอร์รี่ได้รับฉายาว่าเป็น "เครื่องทำความสะอาดในฤดูใบไม้ผลิ" หมายถึงทำความสะอาดอวัยวะภายในและจิตใจด้วย  เพราะว่าน้ำหวานของผลไม้นี้ ช่วยทำความสะอาดลำไส้และขับสารพิษต่าง ๆ ออกจากร่างกาย (ผลไม้ชนิดนี้มีในฤดูใบไม้ผลิ)  นอกจากนั้นยังไปละลายไขมันในส่วนเกินต่าง ๆ และยังทำให้ผิวพรรณใสสะอาด และมีความแข็งแรงคงทนขึ้น ทำให้เยื้อผิวหนังที่แห้งในฤดูหนาว กลับคืนสู่สภาพปรกติได้ และความหอมหวานของมัน ยังช่วยทำให้อารมณ์ดีด้วย  ผลจากวิจัยโดยเฉพาะเพียงแค่กลิ่นของสตรอเบอร์รี่ที่เก็บมาสด ๆ  ความหอมของมัน เมื่อได้กลิ่น สามารถทำให้มีความรู้สึกสบายใจได้

ประโยชน์ของสตรอเบอร์รี่ เป็นผลไม้ที่มีวิตามิน C มากกว่าผลไม้ประเภทส้มทุกชนิด และไม่มีผลไม้ชนิดใดมี Folsäule มากเท่ากับสตรอเบอร์รี่  จำนวนสตรอเบอร์รี่ 100 กรัม มี Folsäule ถึง 65 มิลลิกรัม ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณของ Folsäule ในไตของลูกวัวหรือไข่...Folsäule สำคัญต่อการเจริญเติบโตของเซลและเป็นวิตามินในส่วนของการสร้างเซล โดยเฉพาะสำหรับคนมีครรภ์ เด็กและคนชราสำคัญมาก

สตรอเบอร์รี่มีสารต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก เช่น วิตามิน  C , Folsäule, K (สำหรับคนเลือดจาง), Chrom (ทำให้กระฉับกระเฉง), Mangan (ขับล้างสารพิษในร่างกาย), Zink (สังกะสี-สำหรับปรับการเจริญของเส้นผม) ,Magnesium (สำหรับสร้างกล้ามเนื้อ), Phosphor (สร้างกล้ามเนื้อ)  Kalium (ขับน้ำออกจากเยื้อเนื้อ), Ellagsäure, และน้ำมันจากผลไม้ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้มีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก

เรื่องรสชาดของ Strawberry นั้น ขอกล่าวอย่างคร่าว ๆ ว่า....สตรอเบอร์รี่ชนิดลูกเล็ก มีสีแดงเข้ม ส่วนใหญ่จะรสชาดดี มีน้ำหวานมากกว่าลูกใหญ่....สตรอเบอร์รี่ลูกใหญ่สีแดงอ่อน มีรสชาดไม่หวานหอมเท่าชนิดลูกเล็กสีแดงเข้ม....สตรอเบอร์รี่ที่เขาส่งขายตามซุปเปอร์มาร์กนั้น เขาจะฉีดยากันแมลง และสารกันเน่าเสียด้วย เพราะบางแห่งส่งมาจากต่างประเทศ  ดังนั้นก่อนรับประทานควรล้างให้สะอาด  ถ้าพบลูกเน่าหรือขึ้นรา ให้รีบทิ้งลงถังขยะทันที  เพราะว่าเชื้อราเป็นต้นเหตุแห่งโรคมะเร็งได้

ถ้าจะให้ปลอดภัยต่อสุขภาพก็คือซื้้อ Strawberry ตามที่เขาปลูกขายตามทุ่งนา เก็บเองสด ๆ จะดีกว่าและไม่แพงมาก  สตรอเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่เก็บมาแล้วรับประทานสด ๆ ได้เลย ไม่มีการเก็บลูกเขียว ๆ มาเพื่อรอให้สุกทีหลัง สตรอเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่เก็บไว้นานไม่ได้ เพราะว่ามีผิวบางมาก จึงช้ำง่ายและเน่าเร็ว....ก่อนรับประทานก็อย่าลืมล้างให้สะอาดด้วย 

หนังสืออ้างอิง Praktisches Kursbuch gesunde Ernährung : CLAUDIA TEBEL-NAGY


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

ขิงและกระเทียมลดไขมันในเส้นเลือด

สวัสดีปีใหม่ค่ะ  ท่านผู้อ่านทุกท่าน.....เวลาหนึ่งปีผ่านไปอีกแล้ว รวดเร็วจนน่าใจหาย ความแก่และความตายก็ใกล้เข้ามาทุกปี....ที่จริงแล้วความแก่และความตายนี่ก็เกิดขึ้นทุกขณะจิต แต่เราก็ไม่เห็นตามความเป็นจริง  เพราะเหตุว่าโดนกิเลสตัณหามันปิดบัง......ใคร ๆ ก็ไม่อยากแก่และไม่อยากตาย  แต่ยังไง ๆ ทุกคนก็หนีไม่พ้น  ถ้าไม่อยากทุกข์กับสังขารทั้งหลายซึ่งเป็นของไม่เที่ยง มีวิธีเดียวยอมรับตามความเป็นจริงตามกฏไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)  ก็ต้องเริ่มศึกษาซะแต่เดี๋ยวนี้ เพื่อพัฒนากายและจิตใจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น.....ร่างกายนอกจากจะต้องการอาหารที่มีประโยชน์แล้ว  ยังต้องมีการบริหารด้วยการออกกำลังกลางแจ้งให้สม่ำเสมอด้วย (ปฏิบัติตามหลักสุขบัญญัติ ๑๐ ประการ) ส่วนด้านจิตใจนั้น ก็ต้องการอาหารที่มีคุณค่าเช่นกัน  อาหารวิเศษที่สุดสำหรับจิตใจก็คือ "พระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" กายและใจนี้เนื่องกันอยู่  ดังนั้นจึงควรให้การเอาใจใส่ดูแลสม่ำเสมออย่างต่อเนื่อง อย่าให้ขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ชีวิตก็จะเป็นชีวิตที่มีคุณภาพ และไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ในชาติหนึ่ง.....ปีใหม่ให้ของขวัญแก่ตนเอง ด้วยการเริ่มต้นดี สนใจใส่ใจบำรุงสุขภาพกายและใจด้วยการศึกษาหาความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ.....วันนี้ฉันก็จะขอนำเสนอเรื่องพื้น ๆ แต่คิดว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านไม่น้อยทีเดียวจ๊ะ

ขิง (Ingwer) ดั้งเดิมทีเดียว  "ขิง" มีต้นกำเนิดในเขตร้อนของเอเซียตะวันออก  ปัจจุบันนี้สามารถปลูกได้ทั่วไปในเขตร้อนและเขตกึ่งร้อน  โดยเฉพาะปลูกกันมากในประเทศอินเดีย...."ขิง"มีลักษณะเป็นแขนงเหมือนรากไม้มีสีเหลือง  เนื้อเป็นเสี้ยน มีรสเผ็ดร้อน....ขิงมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น ลดความดันโลหิตสูง  ลดไขมันในเส้นเลือด  นอกจากนั้นขิงยังช่วยขจัดเชื้อโรคได้ด้วย  ช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น ระบายลม ช่วยระบบไหลเวียนของโลหิต และบรรเทาความเจ็บปวดต่าง ๆ ในร่างกาย...."ขิง" เป็นที่นิยมรับประทานกันมาก ไม่ควรใช้ขิงปรุงอาหารผสมกับเครื่องเทศหรือสมุนไพรอย่างอื่น เพราะจะทำให้เสียรสชาด...."ขิง" เหมาะสำหรับอาหารพวกเนื้อสัตว์ปีกทุกชนิด ปลา ข้าว แคร์รอท บร็อคโคลี่ ฟักทอง ถั่วขาว แต่ต้องหั่นขิงให้เล็กมาก ๆ หรือจะใช้เครื่องไสเป็นเส้นบาง ๆ ก็ได้  นอกจากนั้นขิงยังใช้เป็นส่วนผสมในของหวานทำให้เพิ่มรสชาดอร่อยมากขึ้น  เช่น ผลไม้สลัด  ขนมที่ทำด้วยกะทิ  และขนมประเภทอบ (ขนมเค็ก)ขิงเชื่อมน้ำตาล ขิงอบ ขิงฉาบ  หรือแล้วแต่จะคิดปรุงแต่งตามอัธยาสัย

กระเทียม (Garlic) เป็นพืชที่ปลูกกันมาตั้งแต่สมัยกาลนานมาแล้ว  ปลูกกันทั่วโลก  ดั้งเดิมทีเดียวเริ่มปลูกในเอเซียตอนใต้.....ช่วงเวลาที่มีการปลูกกระเทียมกันมาก คือช่วงที่ชาวอียิปต์มีการสร้างปิรามิต  ช่วงนั้นชาวอียิปต์บริโภคกระเทียมเป็นอาหารหลัก  เขาให้การยกย่องกระเทียมว่าเป็นเสมือนเครื่องมือสำคัญสำหรับพวกคนงาน  ก็แสดงว่า "กระเทียม" เป็นเสมือนยากำลังของพวกเขา บริโภคแล้วสามารถทำงานได้อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย จึงทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จในการสร้างปิรามิด อันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก...."กระเทียม" จะเริ่มผลิดอกในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนพฤศจิกายนทั่วไปในประเทศอียิปต์  งอกงามดีในที่แห้งและมีแสงแดด

ปัจจุบันแหล่งปลูกกระเทียมที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ในฤดูใบไม้ผลิจะมีกระเทียมสด มีรสไม่เผ็ด เปลือกอ่อน มีลักษณะเหมือนหัวหอม หัวสีม่วงและก้านสีเขียว  มีจำหน่ายทั่วไปตามตลาด  หลังจากนั้นกระเทียมก็จะเริ่มแก่มีรสเผ็ดขึ้น  เปลือกบางขึ้น..."กระเทียม"ช่วยทำให้เจริญอาหาร  ทำให้อาหารมีรสชาดดีขึ้น.....นอกจากนั้นกระเทียมยังเป็นยารักษาโรคได้ด้วย ....."กระเทียม"มีประโยชน์ต่อระบบไหลเวียนของโลหิต  ช่วยลดความดันโลหิตสูง  ลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยทำความสะอาดแก่เส้นเลือดและช่วยระบายลมในลำไส้....ชาวกรีกโบราณได้ยกย่องกระเทียมว่าเป็น"กุหลาบเหม็น"  ส่วน Pythagoras ให้ความสำคัญแก่กระเทียมว่าเป็น "ราชาแห่งเครื่องเทศ" ทั้งหลาย


บทความนี้ได้แปลจากหนังสือคู่มือการบริโภคเพื่อสุขภาพของ Claudia Tebel-Nagy